“เพื่อนบอกว่า freelance รายได้เกิน 1.8 ล้านต้องจด VAT จริงไหม?”
คำตอบสั้น: จริง — และไม่ใช่แค่ “จด” แต่ต้องเริ่มเรียก VAT 7% จากลูกค้า + ยื่น ภ.พ. 30 ทุกเดือนด้วย
บทความนี้อธิบาย: เส้น 1.8 ล้านคืออะไร, ต้องทำอะไรบ้างเมื่อข้ามเส้น, ทางเลือกก่อนจด, และผลกระทบจริงต่อ freelance
⚠️ Disclaimer: ข้อมูลอ้างอิงประมวลรัษฎากร มาตรา 81/1 และ 85 ฉบับล่าสุดที่ประกาศจนถึง 2026-05-20 กฎอาจเปลี่ยน — เช็คล่าสุดที่ rd.go.th ก่อนตัดสินใจจริง
เส้น 1.8 ล้านมาจากไหน?
กฎหมายไทยกำหนดว่าผู้ประกอบกิจการที่มี รายได้จากการให้บริการเกิน 1.8 ล้านบาท/ปี ต้อง:
- จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ภายใน 30 วัน นับจากวันที่รายได้เกิน
- เรียก VAT 7% จากลูกค้าทุกใบในงานต่อไป
- ออกใบกำกับภาษี (Tax Invoice) ที่ถูกต้องตามรูปแบบ
- ยื่น ภ.พ. 30 (แบบนำส่ง VAT) ทุกเดือน ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
⚠️ ตัวเลข 1.8 ล้าน นับ ภายในรอบปีปฏิทิน (1 ม.ค. – 31 ธ.ค.) — ไม่ใช่รอบเงินเดือนหรือรอบบริษัทคุณ
Source: ประมวลรัษฎากร มาตรา 81/1
ทำไม freelance ต้องสนใจ?
freelance หลายคนคิดว่า “VAT เป็นเรื่องของบริษัท” — แต่จริงๆ freelance รายได้สูงก็โดน เพราะกฎหมายไม่แยกระหว่างบุคคลธรรมดา/บริษัท
freelance ที่ปกติเข้าข่ายข้าม 1.8 ล้าน:
- Senior dev / designer ที่รับงาน 1-2 client ใหญ่ตลอดปี
- คนที่ทำ retainer ราย 100-200K/เดือน หลายเจ้า
- freelance ที่มีทีม + รับงาน project ใหญ่หลายชิ้น
ภาระเพิ่ม เมื่อจด VAT แล้ว
1. เรียก VAT 7% จากลูกค้า
ต้องแจ้งลูกค้าว่า “ผมจด VAT แล้ว ราคาเดิม XXX จะเพิ่ม 7%” — ลูกค้าบางคน:
- นิติบุคคล: ไม่มีปัญหา → claim VAT คืนได้
- บุคคลธรรมดา: ไม่ชอบ — ต้องจ่ายเพิ่ม 7% โดยไม่ได้ประโยชน์อะไร → อาจหันไปจ้างคนอื่นแทน
2. ออกใบกำกับภาษี (Tax Invoice)
ต้องมีองค์ประกอบครบตาม มาตรา 86/4 ป.รัษฎากร:
- คำว่า “ใบกำกับภาษี” ชัดเจน
- ชื่อ-ที่อยู่-เลข VAT ผู้ขาย
- ชื่อ-ที่อยู่-เลข VAT ผู้ซื้อ (ถ้ามี)
- รายละเอียดสินค้า/บริการ
- จำนวนเงิน + VAT 7% แยกบรรทัด
- หมายเลขใบกำกับเรียงต่อเนื่อง
3. ยื่น ภ.พ. 30 ทุกเดือน (รวม 12 ครั้ง/ปี)
แต่ละเดือนต้อง:
- รวม VAT ขาย (Output VAT) จากใบกำกับที่ออก
- รวม VAT ซื้อ (Input VAT) จากค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการประกอบกิจการ
- คำนวณส่วนต่าง → ยื่นผ่าน e-Filing
- ส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (เลื่อนได้ถึงวันที่ 23 ถ้ายื่นออนไลน์)
4. ทำบัญชี + เก็บเอกสาร ≥ 5 ปี
ต้องมี:
- รายงานภาษีขาย (Output VAT Report)
- รายงานภาษีซื้อ (Input VAT Report)
- เก็บใบกำกับภาษีทุกใบ ทั้งขาย-ซื้อ
- โดน RD audit → ต้องแสดงเอกสารได้ตามที่ขอ
ภาระ admin เพิ่ม ~ 4-8 ชม./เดือน สำหรับ freelance ตัวคนเดียว
ผลดี-ผลเสีย ของการจด VAT
| ด้าน | ผลดี | ผลเสีย |
|---|---|---|
| ราคา | ดูเป็นมืออาชีพ (มี VAT) | ลูกค้าบุคคลแพงขึ้น 7% |
| ต้นทุน | claim VAT ซื้อคืนได้ (ลด cost net) | ทำบัญชีเพิ่ม / จ้างบัญชี ~3K-15K/เดือน |
| ลูกค้านิติบุคคล | จ่ายให้ง่าย เอาเอกสารไป claim VAT ได้ | (ไม่มีผลเสีย) |
| ลูกค้าบุคคล | (ไม่มีผลดี) | อาจเสีย client เพราะแพงขึ้น |
| เวลา | (ไม่มีผลดี) | +4-8 ชม./เดือนทำเอกสาร |
ทางเลือก: หลีกเลี่ยงไม่เกิน 1.8 ล้านเพื่อไม่จด VAT?
ทำได้ตามกฎหมาย ถ้ารายได้ “จริง” ของคุณไม่ถึง 1.8 ล้าน อย่างไรก็ตามถ้ารายได้สูงพอ — การจด VAT อาจคุ้มกว่า
Option A: ลดรับงาน / ปฏิเสธลูกค้าใหม่ ก่อนข้าม 1.8 ล้าน
freelance บางคนทำแบบนี้ — พอเห็นรายได้ใกล้ 1.6-1.7 ล้าน เริ่มปฏิเสธงานหรือเลื่อน invoice ไปต้นปีหน้า
ปัญหา:
- เสียโอกาส
- ถ้าเลื่อน invoice → อาจผิด timing principle (ภาษี เก็บจาก “เงินที่ได้รับจริง” ในปีปฏิทินนั้น)
Option B: แยกธุรกิจเป็นนิติบุคคล
จดบริษัทแล้วรับงานในนามบริษัท → freelance ส่วนตัวรับน้อยลง
ผลดี: ภาษีนิติบุคคล 20% (อัตราเดียว) มักถูกกว่าบุคคลธรรมดาที่อยู่ใน bracket 25-30%
ผลเสีย: ต้องมีทุนจดทะเบียน, บัญชีนิติบุคคล (5K-20K/เดือน), audit ปีละครั้ง
อ่านเพิ่มที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (dbd.go.th) สำหรับขั้นตอนจดบริษัท
Option C: จด VAT แล้วค่อยปรับโมเดล
คุ้มเมื่อ:
- ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นนิติบุคคล (claim VAT ได้)
- รายได้ > 2.5 ล้าน/ปี (margin มากพอจะจ่าย cost บัญชี)
- มีค่าใช้จ่าย VAT เยอะ (software, อุปกรณ์, subcontract) → claim Input VAT คืนได้
💡 Kitslancer มี feature ติดตามรายได้สะสมต่อปี + alert เมื่อใกล้เส้น 1.8 ล้าน → ไม่ต้องนั่งรวมเองว่ารายได้สะสมถึงไหน
ตัวอย่าง: คำนวณคุ้มไม่คุ้ม
freelance รายได้ 2,500,000 บาท/ปี ลูกค้าทั้งหมดเป็นนิติบุคคล
Case A: ไม่จด VAT (ผิดกฎหมาย — แค่ตัวอย่างเปรียบเทียบ)
รายได้: 2,500,000
ภาษีบุคคลธรรมดา (~17%): 425,000 (ประมาณ)
─────────────────────────────────
สุทธิ: 2,075,000
Case B: จด VAT + เก็บ VAT จากลูกค้า
รายได้ (excl. VAT): 2,500,000
+ VAT 7% (เรียกจาก ลค): 175,000 (นำส่ง RD)
ภาษีบุคคลธรรมดา (~17%): 425,000
ค่าบัญชี + audit: 100,000
─────────────────────────────────
สุทธิเข้ากระเป๋า: 1,975,000
ลดลง ~ 100,000 บาท/ปี
แต่:
- ถ้ามี Input VAT จากค่าใช้จ่าย ~ 50K → ลด cost ลงครึ่งหนึ่ง
- ภาพลักษณ์เป็นมืออาชีพ → upsell ราคาสูงขึ้นในงานใหม่
- ลูกค้านิติบุคคลไม่กระทบเลย (เค้า claim VAT คืนได้)
หลังจดแล้ว ต้องทำต่อ
- ขอเลข VAT จากกรมสรรพากร — ใช้ ภ.พ. 01 (rd.go.th)
- เปลี่ยน Quote / Invoice template ให้รองรับ VAT 7% + ใบกำกับภาษีรูปแบบใหม่
- แจ้งลูกค้าทุกคน ว่าจดแล้ว — สำหรับสัญญาที่กำลังดำเนินอยู่
- จ้างผู้สอบบัญชี / โปรแกรมบัญชี (Flowaccount, Peak, MyAccount, etc.)
- ตั้งเตือนยื่น ภ.พ. 30 ทุกวันที่ 10 ของเดือน
- เก็บใบกำกับภาษีซื้อ ทุกใบที่เกี่ยวกับงาน
Penalty ถ้าไม่จดทั้งที่เกิน 1.8 ล้าน
- เบี้ยปรับ = 2 เท่าของภาษีที่ต้องนำส่ง
- เงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนของภาษีที่ค้าง
- โทษอาญา ถ้าเจตนาหลีกเลี่ยง → จำคุก ≤ 7 ปี / ปรับ ≤ 200,000 บาท
หลีกเลี่ยงโดย ไม่จด = วางระเบิดเวลา ถ้าโดน audit ภายหลัง ค่าปรับมหาศาล
สรุป: Checklist เมื่อใกล้ 1.8 ล้าน
- เช็ครายได้สะสมตั้งแต่ ม.ค. ของปีนั้น (ไม่ใช่ 12 เดือนย้อนหลัง)
- ถ้าใกล้ 1.6-1.7 ล้านแล้ว → คำนวณว่าจะถึง 1.8 ภายในกี่เดือน
- ตัดสินใจ: จด VAT ต่อ หรือลดรับงาน
- ถ้าจด: เริ่ม process ภายใน 30 วันที่รายได้เกิน
- พิจารณาแยกเป็นนิติบุคคลถ้ารายได้คาดว่าจะ > 3 ล้าน/ปี
- ปรึกษาผู้สอบบัญชี — ค่าปรึกษา 2-5K มักประหยัดกว่าตัดสินใจผิด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมสรรพากร — VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม)
- ระบบ e-Filing — ภ.พ. 30, ภ.พ. 01
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า — สำหรับจดบริษัท
- ประมวลรัษฎากร — มาตรา 81/1, 85, 86/4, 89
- บทความที่เกี่ยวข้อง: pillar ภาษีบุคคลธรรมดา freelance 2569, 5 ความผิดพลาดเรื่องภาษีของ freelance
ก่อนตัดสินใจเรื่อง VAT — สิ่งสำคัญที่สุดคือ รู้รายได้สะสมแบบ real-time ไม่ใช่นั่งรวมหลังปีจบแล้วถึงรู้ว่าข้ามเส้น Kitslancer ช่วยติดตามรายได้สะสมต่อปี + เห็นแนวโน้มล่วงหน้า + alert เมื่อเข้าใกล้เส้น 1.8 ล้าน ทำให้ตัดสินใจ “จด/ไม่จด/แยกเป็นนิติบุคคล” ได้ทันก่อนข้าม